วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ละหมาดห้าเวลาลบล้างความผิด



รายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ(เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)ว่าท่านได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า

«
أَرَأيْتُـمْ لَو أَنَّ نَـهراً بِبَابِ أَحَدِكُمْ يَـغْتَسِلُ مِنْـهُ كُلَّ يَومٍ خَـمْسَ مَرّاتٍ هَلْ يَبْقَى مِنْ دَرَنِـهِ شَيْءٌ؟» قَالُوا: لا يَبْقَى مِنْ دَرَنِـهِ شَيْءٌ. قَالَ: «فَذَلِكَ مِثْلُ الصَّلَوَاتِ الخَـمْسِ، يَـمْـحُو الله بِـهِنَّ الخَطَايَا».

ความว่า พวกท่านจะเห็นว่าอย่างไร หากมีลำธารไหลผ่านประตูหน้าบ้านคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน ซึ่งเขาได้ลงอาบน้ำในลำธารดังกล่าวทุกๆ วัน วันละห้าครั้ง แล้วจะเหลือขี้ไคลติดอยู่บนร่างกายเขาอีกหรือ?” บรรดาเศาะหาบะฮฺได้กล่าวว่า ไม่แน่นอนย่อมไม่เหลือขี้ไคลติดอยู่บนร่างกายเขาแน่นอน แล้วท่าน (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) ก็กล่าวต่อไปว่า เฉกเช่นลำธารนั้นแหละ คือการเปรียบละหมาดห้าเวลา ที่อัลลอฮฺได้ใช้มันลบล้างความผิดทั้งปวง

(มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัลบุคอรียฺ เลขที่ : 528 และมุสลิม เลขที่: 667 ซึ่งสำนวนนี้เป็นของมุสลิม)

หุก่มการละหมาดญะมาอะฮฺ



วาญิบสำหรับชายมุสลิมที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว และมีความสามารถทุกคนละหมาดญะมาอะฮฺ ในการละหมาดห้าเวลาไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือเดินทาง อยู่ในภาวะปกติหรือภาวะตื่นตระหนก



1. อัลลอฮฺได้ตรัสว่า



และเมื่อเจ้าอยู่ในหมู่พวกเขา และเจ้าได้ให้มีการละหมาดขึ้นแก่พวกเขา ดังนั้น กลุ่มหนึ่งจากพวกเขาก็จงยืนละหมาดร่วมกับเจ้า และพวกเขาจงเอาอาวุธของพวกเขาถือไว้ด้วย  ครั้นเมื่อพวกเขาก้มลงกราบพวกเขาก็จงไปอยู่เบื้องหลังของพวกเจ้า และอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังมิได้ละหมาดก็จงมา และจงละหมาดร่วมกับเจ้า และพวกเขาจงระมัดระวังพร้อมอาวุธของพวกเขา” (อัน-นิสาอ์ : 102) 



2. มีรายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ  เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า



«وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ، لَقَدْ هَمَمْتُ أَنْ آمُرَ بِحَطَبٍ فَيُحْطَبَ، ثُمَّ آمُرَ بِالصَّلَاةِ فَيُؤَذَّنَ لَهَا، ثُمَّ آمُرَ رَجُلًا فَيَؤُمَّ النَّاسَ، ثُمَّ أُخَالِفَ إِلَى رِجَالٍ فَأُحَرِّقَ عَلَيْهِمْ بُيُوتَهُمْ، وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ لَوْ يَعْلَمُ أَحَدُهُمْ أنَّهُ يَجِدُ عَظْمًا سَمِينًا أَوْ مِرْمَاتَيْنِ حَسَنَتَيْنِ لَشَهِدَ الْعِشَاءَ»



ความว่า ขอสาบานด้วยผู้ที่ชีวิตของข้าอยู่ในมือของพระองค์ว่า ความจริงฉันมีความตั้งใจที่จะใช้ผู้คนให้หาฟืนเพื่อเป็นเชื้อเพลิง แล้วใช้ให้กลุ่มหนึ่งละหมาดญะมาอะฮฺ โดยให้อะซานเพื่อละหมาด แล้วใช้ให้อีกคนเป็นอิมามนำผู้คนละหมาด หลังจากนั้นฉันก็จะพาคนกลุ่มหนึ่งออกไปหาคนบางกลุ่มที่ไม่ได้ร่วมละหมาดญะมาอะฮฺ แล้วฉันจะสั่งให้เผาบ้านพวกเขา ขอสาบานด้วยผู้ที่ชีวิตของข้าอยู่ในมือพระองค์ว่า หากผู้ใดคนหนึ่งในหมู่ของพวกเขารู้ว่าจะได้รับกระดูกที่ติดเนื้อและมัน หรือสองชิ้นเนื้อที่อยู่ระหว่างสองกระดูกซี่โครงแล้ว แน่นอนเขาย่อมมาละหมาดอิชาอ์ร่วมกับญะมาอะฮฺ" (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ 644 ซึ่งสำนวนนี้เป็นของอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม เลขที่ 651)



3. มีรายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุว่า



أَتَى النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم رَجُلٌ أَعْمَى فَقَالَ يَا رَسُولَ ا٬ إِنَّهُ لَيْسَ لِي قَائِدٌ يَقُودُنِي إِلَى الْمَسْجِدِ، فَسَأَلَ رَسُولَ اللهَ أَنْ يُرَخِّصَ لَهُ فَيُصَلِّيَ فِي بَيْتِهِ فَرَخَّصَ لَهُ، فَلَمَّا وَلَّى دَعَاهُ فَقَالَ: «هَلْ تَسْمَعُ النِّدَاءَ بِالصَّلَاةِ» قَالَ: نَعَمْ، قَالَ: «فَأَجِبْ»



ความว่า มีชายตาบอดคนหนึ่งได้มาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แท้จริง ฉันไม่มีผู้ช่วยประคองฉันเวลาฉันจะไปไปมัสญิด หลังจากนั้น เขาจึงขอท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อนุโลมให้เขาละหมาดที่บ้าน แล้วท่านก็อนุโลมให้ แต่พอชายคนนั้นหันหลังไปเพื่อจะกลับบ้าน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็เรียกเขามาอีกครั้งแล้วถามว่า ท่านได้ยินเสียงอะซานเรียกมาละหมาดหรือไม่?” ชายคนนั้นตอบว่า ใช่ ได้ยิน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจำเป็นต้องตอบรับเสียงอะซาน” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 653)



ความประเสริฐของการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสญิด



1. มีรายงานจากท่านอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า



«صَلاةُ الجَـمَاعَةِ تَفْضُلُ صَلاةَ الفَذِّ بِسَبْعٍ وَعِشْرِينَ دَرَجَةً».



ความว่า การละหมาดญะมาอะฮฺนั้นประเสริฐกว่าละหมาดคนเดียวถึง 27 เท่า



และอีกสายรายหนึ่งกล่าวว่า



«بِـخَـمْسٍ وَعِشْرِينَ دَرَجَةً»



ความว่า ประเสริฐกว่าละหมาดคนเดียวถึง 25 เท่า” (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 645 และ 646ซึ่งสำนวนนี้เป็นของอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม เลขที่: 649 และ 650)



2. มีรายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า



«مَنْ تَطَهَّرَ فِي بَيْتِـهِ، ثُمَّ مَشَى إلَى بَيْتٍ مِنْ بُيُوتِ الله، لِيَـقْضِي فَرِيضَةً مِنْ فَرَائِضِ الله، كَانَتْ خَطْوَتَاهُ إحْدَاهُـمَا تَـحُطُّ خَطِيئَةً، وَالأُخْرَى تَرْفَعُ دَرَجَةً»



ความว่า ผู้ใดก็ตามที่อาบน้ำละหมาดมาจากบ้านของเขา แล้วเดินไป ณ มัสญิดใดมัสญิดหนึ่งเพื่อทำการละหมาด ถือว่าในสองก้าวเดินของเขานั้น ก้าวหนึ่งเขาจะได้ลบบาป และอีกก้าวหนึ่งเขาจะได้ผลบุญ” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 666)



2. มีรายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า



«مَنْ غَدَا إلَى المَسْجِدِ أَوْ رَاحَ، أَعَدَّ الله لَـهُ فِي الجَنَّةِ نُزُلاً كَلَّمَا غَدَا أَوْ رَاحَ»



ความว่า ใครก็ตามที่ไปกลับมัสญิดทุกๆเช้าหรือบ่ายเพื่อละหมาดญะมาอะฮฺแล้ว อัลลอฮฺจะเตรียมที่อยู่หนึ่งให้แก่เขาในสวรรค์ในทุกๆเช้าหรือบ่าย” (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 669 และมุสลิม เลขที่: 669ซึ่งสำนวนนี้เป็นของมุสลิม)



สถานที่ใดที่ใช้ให้ละหมาดญะมาอะฮฺ



สถานที่ที่ประเสริฐที่สุดสำหรับมุสลิมคนหนึ่งจะละหมาดฟัรฎูของเขานั้นคือมัสญิดในพื้นที่ที่เขาอาศัยอยู่  รองลงมาก็ให้ละหมาดในมัสญิดที่มีคนละหมาดญะมาอะฮฺมากกว่า  และรองลงมาอีกคือมัสญิดที่ห่างออกไป ความประเสริฐทั้งหมดนี้คือความประเสริฐนอกเหนือไปจากการละหมาดในมัสญิดหะรอม มัสญิดนบี และมัสญิดอัล-อักศอ เพราะว่าการละหมาดในมัสญิดเหล่านี้มีความประเสริฐมากที่สุดกว่าที่อื่นๆ



อนุญาตให้มีการละหมาดญะมาอะฮฺในมัสญิดที่มีการละหมาดพร้อมอิมามเสร็จสิ้นไปแล้วในเวลาละหมาดนั้นๆ



สุนัตให้ผู้ที่อยู่สนามรบร่วมละหมาดในมัสญิดเดียว แต่หากกลัวว่าเมื่อรวมกันแล้วศัตรูจะจู่โจมก็ให้ต่างคนต่างละหมาดในที่ที่ตัวเองอยู่



หุก่มการออกไปละหมาดที่มัสญิดสำหรับผู้หญิง



อนุญาตให้ผู้หญิงออกไปละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสญิดโดยแยกห่างจากกลุ่มผู้ชายและมีการปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าอิมามละหมาดจะเป็นผู้หญิงด้วยกันเองหรือเป็นผู้ชาย ซึ่งการออกไปละหมาดของผู้หญิงนั้นออกในเวลากลางคืนนั้นดีกว่าออกกลางวัน



มีรายงานจากอิบนุ อุมัร จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า



«إذَا اسْتَأْذَنَكُمْ نِسَاؤُكُمْ بِاللَّيْلِ إلَى المَسْجِدِ فَأْذَنُوا لَـهُنَّ»



ความว่า หากบรรดาสตรีของท่านขออนุญาตท่านเพื่อไปละหมาดที่มัสญิดในเวลากลางคืน  พวกท่านก็จงอนุญาตให้พวกหล่อนเหล่านั้น” (มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 865 ซึ่งสำนวนนี้เป็นของอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม เลขที่: 442)



จำนวนขั้นต่ำในการละหมาดญะมาอะฮฺ



การญะมาอะฮฺนั้นอย่างน้อยต้องมีสองคนขึ้นไป หากผู้ละหมาดยิ่งมากก็จะทำให้การละหมาดนั้นสมบูรณ์และเป็นที่รักของอัลลอฮฺมากขึ้น



หุก่มสำหรับผู้ละหมาดคนเดียวหลังจากนั้นพบว่ามีญะมาอะฮฺละหมาดอยู่



สำหรับผู้ที่ละหมาดที่บ้านแล้วคนเดียว เมื่อไปมัสญิดพบว่ามีการละหมาดญะมาอะฮฺอยู่ ให้เขาเข้าละหมาดพร้อมกับญะมาอะฮฺ ซึ่งจะถือเป็นการละหมาดสุนัตสำหรับเขา และสำหรับผู้ที่ละหมาดญะมาอะฮฺแล้วที่มัสญิดหนึ่ง หลังจากนั้นเขาไปยังอีกมัสญิดหนึ่งที่กำลังละหมาดญะมาอะฮฺอยู่ให้เขาเข้าไปละหมาดพร้อมญะมาอะฮฺเช่นกัน



เมื่อมีการอิกอมะฮฺเพื่อละหมาดฟัรฺฎูแล้ว ก็จะไม่อนุญาตให้ละหมาดชนิดอื่นนอกเหนือจากละหมาดฟัรฺฎูอีก และหากมีการอิกอมะฮฺในขณะที่เขากำลังละหมาดสนัตอยู่ให้เขาละหมาดสนัตสั้นๆ เพื่อให้ทันเข้าละหมาดญะมาอะฮฺในตักบีเราะตุลอิหฺรอมพร้อมอิมาม



หุก่มสำหรับผู้ที่ไม่ละหมาดญะมาอะฮฺพร้อมอิมามที่มัสญิด



สำหรับผู้ที่ไม่ละหมาดญะมาอะฮฺพร้อมอิมามที่มัสญิด หากเขามีเหตุสุดวิสัยเช่นป่วย กลัวอันตรายบางอย่างหรืออื่นๆ เขาจะได้รับผลบุญเหมือนกับผู้ที่ทันละหมาดทุกอย่าง แต่หากเขาไม่ละหมาดญะมาอะฮฺโดยไม่มีเหตุผลใดๆและละหมาดคนเดียว การละหมาดของเขาถือว่าใช้ได้ แต่ถือว่าเขาเป็นผู้ที่ขาดทุนในผลบุญและมีบาปอย่างใหญ่หลวง


ดุอาอ์ขณะสุญูดของท่านนบี







เมื่อผู้ละหมาดได้ทำการสุญูดอย่างสงบนิ่งแล้ว สุนนะฮฺให้ผู้ละหมาดกล่าวดุอาอฺขณะสุญูด โดยให้เลือกกล่าวดุอาอ์บทใดบทหนึ่งต่อไปนี้สลับกันไป เพื่อรักษาไว้ซึ่งสุนนะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยให้กล่าว 3 ครั้ง หรือมากกว่านั้น



ดุอาอ์ขณะสุญูดบทที่ 1



กล่าวว่า




ซุบฮาน่าร็อบบิยัลอะอฺลา



ความหมาย



มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งยิ่ง

(เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 1291 และท่านอื่นๆ)



ดุอาอ์ขณะสุญูดบทที่ ๒



กล่าวว่า




ซุบบูฮุน กุดดูซุน ร็อบบุล ม่าลาอิก้าติ วัรฺรูหฺ



ความหมาย

ผู้บริสุทธิ์ ผู้จำเริญยิ่ง พระผู้อภิบาลแห่งมลาอิกะฮฺ และญิบรีล

(เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 1037 และท่านอื่นๆ)



ดุอาอ์ขณะสุญูดบทที่ 3



กล่าวว่า




ซุบฮาน่ากัลลอฮุมม่า ร็อบบ้านา ว่าบิฮัมดิก้า อัลลอฮุมมัฆฟิรฺ ลีย์



ความหมาย

มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺ โอ้อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลของเรา และการสรรเสริญเป็นสิทธิ์แด่พระองค์ โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ฉันด้วยเถิด

(เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 4585 มุสลิม หะดิษเลขที่ 746 และท่านอื่นๆ)



ดุอาอ์ขณะสุญูดบทที่ 4



กล่าวว่า




อัลลอฮุมมัฆฟิรฺ ลีย์ ซันบีย์ กุลล่าฮู ดิกกี้ฮี ว่า ญิลล่าฮู ว่า เอาว่าล่าฮู ว่า อาคิร่อฮู ว่า อ้าลานี่ย้าต้าฮู ว่า ซิรฺร่อฮู



ความหมาย

โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงโปรดอภัยโทษในความผิด ของฉันทั้งหมด ทั้งความผิดเล้กน้อย ความผิดใหญ่หลวง ความผิดในครั้งแรก ความผิดในครั้งสุดท้าย ความผิดในที่แจ้ง และความผิดในที่ลับก็ตาม (เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยมุสลิม หะดิษเลที่ 745 และอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 744)



ดุอาอ์ขณะสุญูดบทที่ 5



กล่าวว่า




อัลลอฮุมมัฆฟิรฺ ลีย์ มา อัสร็อรฺตุ ว่า มา อะอฺลันตุ



ความหมาย

โอ้อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัยโทษ ให้แก่แก่ฉันในสิ่งที่ฉันซ่อนเร้น และสิ่งที่ฉันเปิดเผยด้วยเถิด (เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยนะซาอีย์ หะดิษเลขที่ 1112)



ดุอาอ์ขณะสุญูดบทที่ 6



กล่าวว่า




อัลลอฮุมม่า ล่าก้า ซ่าญัดตุ ว่า บิก้า อามันตุ ว่า บิก้า อามันตุ ว่า ล่าก้า อัสสลัมตุ ซ่าญ้าด้า วัญฮิย่า ลิ้ลล่าซี ค่อล่าก้อฮู ว่า เซาว่าร่อฮู ว่า ชักก้อ ซัมอ้าฮู ว่า บ้าศ่อร่อฮู ต้าบาร่อกัลลอฮุ อะหฺซ่านุลคอลิกีน



ความหมาย

โอ้อัลลอฮฺ ฉันสุญูดต่อพระองค์ ฉันศรัทธาต่อพระองค์ และฉันยอมจำนนต่อพระองค์ ซึ่งใบหน้าของฉันสุญูดต่อผู้ซึ่งได้สร้างใบหน้านั้นขึ้นมา และทำให้เป็นรุปร่าง มีการได้ยิน และการเห็น พระองค์ทรงมีความจำเริญยิ่ง ผู้ซึ่งดีเยี่ยมในหมู่ผู้สร้างทั้งหลาย (เป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 1290)





สำหรับดุอาอ์ สำนวนต่อไปนี้






ซุบฮ่าร็อบบิยัล อะอฺลา ว่าบิฮัมดิฮี



ความหมาย



มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งยิ่ง และการสรรเสริญเป็นสิทธ์แด่พระองค์





นักวิชาการหะดิษได้ตรวจสอบหะดิษบทนี้ ถือเป็นหะดิษฎออิฟ เช่นเดียวกับดุอาอ์ขณะรุกัวะอฺ เพราะเป็นหะดิษบทเดียวกัน ดังนี้



หะดิษบทนี้ ที่บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 736 มี 2 สายรายงาน คือ รายงานที่ 1 จากอัรรอเบียะอ์ และมูซา สายที่ 2 จาก อะห์หทัด บิน ยูนุส



สายรายงาน คือ รายงานที่ 1 จากอัรรอเบียะอ์ และมูซา ไม่ได้รายงานคำว่า วะบิฮัมดิฮีระบุอยู่ด้วย

สำหรับรายงานสายที่ 2 จาก อะห์หทัด บิน ยูนุส มีคำรายงาน วะบิฮัมดิฮีระบุอยู่ด้วย



สายรายงานดังกล่าว ผู้รายงานมีความสับสนในการกล่าวถึงผู้ที่เขาอ้างอิง คือ อัลลัยซ์ อิบนุ ซะอด์ ได้กล่าวถึงผู้ที่เขาอ้างคำรายงาน โดยกล่าวว่า อัยยูบ บิน มูซา หรือมู บินอัยยูบ จึงไม่ชัดเจนว่าสายงานนี้รายงานมาจากใครกันแน่ นัดวิชาการหะดิษได้ตรวจสอบแล้วว่า ผู้ที่อัลลัยซ์ ได้ฟังมาจริงนั้นก็คือ มูซา บิน อัยยูบ บินอามิร อัลฆอฟิกีย์ อัลมัศรีย์ เสียชีวิต ฮ.ศ.153



มูซา บิน อัยยูบ อัลฆอฟิกีย์ คือผู้รายงานจากลุงของเขา จากอาลี ซึ่งอิบนุ มะอีน ได้ปฏิเสธหะดิษของเขาทั้งที่เขาได้รับความน่าเชื่อ



ผู้รายงานที่ชื่อมูซา บิน อัยยูบ รายงานว่า เขาได้ฟังเรื่องนี้มาจากชายคนหนึ่งในกลุ่มชนของเขา ซึ่งกรณีนี้ขาดเงื่อนไขของหะดิษศอเฮียะฮฺ และหะซัน เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า ชายผู้หนึ่งที่เขากล่าวถึงคือใคร มีสถานะเป็นเช่นไร ในภาษาหะดิษเรียกว่า มุบฮัม ซึ่งต่างกับมัจฮูล ที่รู้ชื่อแต่ไม่ประวัติ แต่มุบฮัม นั้น ไม่รู้ทั้งชื่อ และไม่รูประวัติ ทั้ง มุบฮัม และมัจฮูล จัดอยู่ในประเภทหะดิษฎออิฟ ไม่สามารถนำมาอ้างเป็นหลักฐานได้