วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

ละหมาดญะมาอะฮฺ




ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«صَلَاةُ الرَّجُلِ فِي الْجَمَاعَةِ تُضَعَّفُ عَلَى صَلَاتِهِ فِي بَيْتِهِ وَفِي سُوقِهِ خَمْسًا وَعِشْرِينَ ضِعْفًا، وَذَلِكَ أَنَّهُ إِذَا تَوَضَّأَ فَأَحْسَنَ الْوُضُوءَ ثُمَّ خَرَجَ إِلَى الْمَسْجِدِ لَا يُخْرِجُهُ إِلَّا الصَّلَاةُ، لَمْ يَخْطُ خَطْوَةً إِلَّا رُفِعَتْ لَهُ بِهَا دَرَجَةٌ، وَحُطَّ عَنْهُ بِهَا خَطِيئَةٌ، فَإِذَا صَلَّى لَمْ تَزَلْ الْمَلَائِكَةُ تُصَلِّي عَلَيْهِ مَا دَامَ فِي مُصَلَّاهُ، اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَيْهِ، اللَّهُمَّ ارْحَمْهُ، وَلَا يَزَالُ أَحَدُكُمْ فِي صَلَاةٍ مَا انْتَظَرَ الصَّلَاةَ»
[البخاري برقم 647، ومسلم برقم 649]

ความว่า “ละหมาดของคนๆหนึ่งในรูปแบบญะมาอะฮฺจะได้รับผลตอบแทนต่างจากการละหมาดที่บ้านของเขา หรือในตลาดถึงยี่สิบห้าเท่า คราใดที่เขาอาบน้ำละหมาดอย่างถูกต้องแล้วออกจากบ้านด้วยหัวใจที่ตั้งมั่นเพื่อไปละหมาด อัลลอฮฺจะเทิดทูนเกียรติของเขา และจะลบความผิดของเขาในทุกก้าวย่างที่เขาย่ำไป เมื่อเขาละหมาดมะลาอิกะฮฺจะขอพรให้แก่เขาตราบใดที่เขายังอยู่ในสถานที่ละหมาด (โดยมะลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า)โอ้อัลลอฮฺขอได้โปรดให้พรแก่เขาด้วยเถิด และได้โปรดเมตตาเขาด้วยเถิด คนๆ หนึ่งยังคงอยู่ในการละหมาดตราบใดที่เขายังคอยละหมาดในเวลาต่อไป”

( บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์: 647 และมุสลิม : 649 )

สุนนะฮฺในวันอีด



สุนนะฮฺต่างๆ ที่สนับสนุนให้ปฏิบัติในวันอีด
_______________________________

เราขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ หลังจากที่พระองค์ได้ทำให้เรามีชีวิตถึงเดือนเราะมะฎอน และได้ช่วยเหลือเราให้ปฏิบัติภารกิจ
ศิยาม(ถือศีลอด)และกิยาม(ละหมาดกลางคืน) ขอให้พระองค์ได้ทรงตอบรับการงานต่างๆ เหล่านั้นจากเราด้วย แท้จริงพระองค์นั้นทรงการุณและเอื้อเฟื้อยิ่ง

ในจำนวนประการต่างๆ ที่ควรสะกิดเตือนในช่วงนี้ก็คือบทบัญญัติต่างๆ เกี่ยวกับการละหมาดอีด และสุนนะฮฺต่างๆ ที่มุสลิมควรปฏิบัติในวันอีด ตามที่มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อาทิเช่น

ประการแรก ในวันอีดมุสลิมควรต้องเอาใจใส่เรื่องการอาบน้ำชำระร่างกายและใส่เครื่องหอม ซึ่งนักวิชาการบางกลุ่มมีทัศนะสนับสนุนให้ทำสิ่งดังกล่าวนั้น เช่นที่มีรายงานจากอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่าท่านจะอาบน้ำก่อนที่จะออกไปละหมาดอีด (มุวัฏเฏาะอ์มาลิก 1/189) นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าส่งเสริมให้ขจัดขนรักแร้ ตัดเล็บ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความสะอาดของร่างกาย เพราะนี่ถือว่าเป็นการประดับกายที่สมบูรณ์ อีกทั้งยังสนับสนุนให้สวมใส่เสื้อผ้าที่ดีสุดเท่าที่สามารถจะหามาใส่ได้
มีรายงานจากอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่าท่านมักจะสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดในวันอีด (สุนัน อัล-บัยฮะกียฺ 3/281)
อิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวว่า ในวันอีด ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะสวมเสื้อผ้าที่งามที่สุดของท่าน ท่านจะมีชุดเฉพาะที่ใช้สวมใส่ในวันอีดและวันศุกร์ (ดู ซาด อัล-มะอาด 1/441)

ประการที่สอง ถ้าเป็นอีดุลฟิฏรฺ(วันอีดออกบวชเราะมะฎอน) มีสุนนะฮฺให้ทานอินทผลัมก่อนออกไปละหมาดเล็กน้อยด้วยจำนวนคี่ คือ สามผล หรือห้าผล หรือเจ็ดผล
ท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะไม่ออกไปละหมาดอีดุลฟิฏรฺ จนกว่าจะได้ทานอินผลัมก่อนเล็กน้อย โดยท่านจะทานเป็นจำนวนคี่ (บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หมายเลข 953)

ประการที่สาม ส่งเสริมให้ออกไปละหมาดด้วยเส้นทางหนึ่ง และขากลับให้ใช้อีกเส้นทางหนึ่ง เพราะมีรายงานจากญาบิรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อถึงวันอีดท่านจะใช้เส้นทางสลับกัน ระหว่างขาไปกับขากลับ (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หมายเลข 986)
อัลลอฮฺได้ตรัสว่า ﴿لَّقَدۡ كَانَ لَكُمۡ فِي رَسُولِ ٱللَّهِ أُسۡوَةٌ حَسَنَةٞ لِّمَن كَانَ يَرۡجُواْ ٱللَّهَ وَٱلۡيَوۡمَ ٱلۡأٓخِرَ وَذَكَرَ ٱللَّهَ كَثِيرٗا ٢١﴾ [الأحزاب: ٢١]
ความว่า “ขอสาบาน ว่าแท้จริงแล้วสำหรับพวกเจ้า ในตัวศาสนทูตของอัลลอฮฺนั้น มีแบบอย่างที่ดีงามแก่คนที่หวังในอัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺ และได้รำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากมาย” (อัล-อะห์ซาบ 21)

ประการที่สี่ ตามสุนนะฮฺนั้นให้ละหมาดอีดที่มุศ็อลลา(สนามละหมาด) ไม่ใช่ที่มัสญิด นี่เป็นสิ่งที่รู้กันจากการปฏิบัติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้ทำเช่นนี้เสมอมา ตามที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งได้วินิจฉัยให้น้ำหนักเกี่ยวกับความเห็นในประเด็นดังกล่าวนี้

ประการที่ห้า ไม่มีรายงานที่ยืนยันได้จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านละหมาดสุนัตก่อนหรือหลังละหมาดอีดที่มุศ็อลลา ซึ่งท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ออกไปละหมาด
อีดุลฟิฏรฺ ท่านละหมาดสองร็อกอะฮฺ โดยไม่ได้ละหมาดสุนัตก่อนและหลังละหมาดอีดแต่อย่างใด (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หมายเลข 989)
แต่ถ้าหากว่าทำการละหมาดอีดในมัสญิด ก็ควรต้องละหมาดตะหิยะตุลมัสญิด(ละหมาดเมื่อเข้ามัสญิดก่อนที่จะนั่งลงหรือทำภารกิจอื่น)จำนวนสองร็อกอะฮฺเสียก่อน มีรายงานจาก อบู เกาะตาดะฮฺ อัส-สุละมียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า «ِإِذَا دَخَلَ أَحَدُكُمُ المَسْجِدَ، فَلَا يَجْلِسْ حَتَّى يَرْكَعَ رَكْعَتَيْنِ» [البخاري برقم 444، ومسلم برقم 714]
ความว่า “เมื่อใครคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่านเข้ามัสญิด เขาก็จงอย่านั่งจนกว่าจะได้ละหมาดสองร็อกอะฮฺเสียก่อน” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 444 , มุสลิม หมายเลข 714)

ประการที่หก เมื่อกลับจากละหมาดอีดไปถึงบ้านแล้ว มีบทบัญญัติให้ละหมาดสองร็อกอะฮฺที่บ้าน เป็นหะดีษที่รายงานโดย อบู สะอีด อัล-คุดรียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะไม่ละหมาดใดๆ ก่อนละหมาดอีด แต่เมื่อท่านกลับถึงบ้านแล้ว ท่านก็จะละหมาดสองร็อกอะฮฺ (บันทึกโดยอิบนุ มาญะฮฺ หมายเลข 1293, อัล-หากิม กล่าวว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ ในขณะที่อิบนุ หะญัรฺ กล่าวว่าเป็นหะดีษหะสัน ดู ฟัตหุลบารี 2/476)

ประการที่เจ็ด ส่งเสริมให้มีการกล่าวตักบีรฺ เริ่มตั้งแต่ดวงอาทิตย์ตกดินของคืนที่รุ่งเช้านั้นเป็นวันอีด นักวิชาการบางท่านเห็นว่าการตักบีรฺนั้นเป็นสิ่งวาญิบต้องทำเลยทีเดียว เพราะอัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿شَهۡرُ رَمَضَانَ ٱلَّذِيٓ أُنزِلَ فِيهِ ٱلۡقُرۡءَانُ هُدٗى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَٰتٖ مِّنَ ٱلۡهُدَىٰ وَٱلۡفُرۡقَانِۚ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ ٱلشَّهۡرَ فَلۡيَصُمۡهُۖ وَمَن كَانَ مَرِيضًا أَوۡ عَلَىٰ سَفَرٖ فَعِدَّةٞ مِّنۡ أَيَّامٍ أُخَرَۗ يُرِيدُ ٱللَّهُ بِكُمُ ٱلۡيُسۡرَ وَلَا يُرِيدُ بِكُمُ ٱلۡعُسۡرَ وَلِتُكۡمِلُواْ ٱلۡعِدَّةَ وَلِتُكَبِّرُواْ ٱللَّهَ عَلَىٰ مَا هَدَىٰكُمۡ وَلَعَلَّكُمۡ تَشۡكُرُونَ ١٨٥﴾ [البقرة: ١٨٥]
ความว่า “เดือนเราะมะฎอนนั้น เป็นเดือนที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้น และเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้น ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น และผู้ใดป่วย หรืออยู่ในการเดินทาง ก็จงถือใช้ในวันอื่นแทน อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า และเพื่อที่พวกเจ้าจะได้ให้ครบถ้วนซึ่งจำนวนวัน (ของเดือนเราะมะฎอน) และเพื่อพวกเจ้าจะได้ตักบีรฺ(กล่าวถ้อยคำแสดงความเกรียงไกร)แด่อัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ ทรงแนะนำแก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะขอบคุณ” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ 185)

ในเช้าวันอีดให้กล่าวตักบีรฺตั้งแต่เริ่มออกจากบ้านไปมุศ็อลลา(สนามละหมาด) จนกระทั่งอิมามนำละหมาดได้เข้ามาถึงยังที่ละหมาด อุละมาอ์ทั้งสี่มัซฮับต่างเห็นพ้องกันว่า การกล่าวตักบีรฺที่ว่านี้เป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติให้ปฏิบัติโดยไม่มีผู้ใดเห็นแย้งในประเด็นนี้
มีรายงานจากอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่าท่านได้ออกจากมัสญิดเพื่อเดินไปยังมุศ็อลลา ท่านจะไม่หยุดกล่าวตักบีรฺไปตลอดทาง จนกระทั่งอิมามผู้นำละหมาดได้เข้ามาถึงยังสถานที่ละหมาดนั้น (ดู สุนัน อัด-ดาเราะกุฏนียฺ 2/44 หมายเลข 4)
และมีรายงานเล่าว่า ท่านอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จะกล่าวตักบีรฺด้วยถ้อยคำว่า “อัลลอฮุอักบัรฺ, อัลลอฮุอักบัรฺ, ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ, วัลลอฮุ อักบัรฺ, อัลลอฮุอักบัรฺ, วะลิลลาฮิลหัมดฺ” ซึ่งการตักบีรฺนี้ส่งเสริมให้กล่าวทั้งในมัสญิด ในบ้าน และบนถนนหนทาง (ดู มุศ็อนนัฟ อิบนิ อบี ชัยบะฮฺ 2/167)

ประการที่แปด การละหมาดอีดนั้นเป็นภารกิจที่ส่งเสริมอย่างยิ่ง(สุนนะฮฺ มุอักกะดะฮฺ)ให้ปฏิบัติทั้งชายและหญิง และมีอุละมาอ์บางท่านกล่าวว่ามันเป็นวาญิบ พวกเขาได้อ้างหลักฐานที่เป็นหะดีษจากอุมมุ อะฏียะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งให้บรรดาหญิงสาวที่บรรลุวัยตามศาสนบัญญัติและหญิงที่มีประจำเดือนให้ออกไปที่สนามละหมาดอีดด้วย โดยให้บรรดาหญิงที่มีประจำเดือนอยู่ห่างๆ จากที่ละหมาด ให้พวกนางได้มีส่วนร่วมรับความดีงามและดุอาอ์ต่างๆ ของมวลมุสลิมในวันดังกล่าว (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หมายเลข 980)

ประการที่เก้า การอวยพรในวันอีด ซึ่งได้มีรายงานที่เล่ามาจากเศาะหาบะฮฺบางท่านว่า พวกเขาได้กล่าวอวยพรแก่กันในวันอีดว่า “ตะก็อบบะลัลลอฮุ มินนา วะมินกุม” หมายถึง ขออัลลอฮฺทรงตอบรับการงานต่างๆ จากพวกเราและพวกท่านด้วยเถิ

โดย ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์
ขอบคุณข้อมูลจาก www.islammore.com

ฉันรักท่านเพื่ออัลลอฮฺ




มีชายคนหนึ่งอยู่กับท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วมีชายอีกคนเดินผ่านไป ชายคนที่อยู่กับท่านนบีได้บอกว่ากับท่านว่า: "แท้จริงฉันรักชายคนเมื่อกี้" ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงถามเขาว่า: "ท่านบอกให้เขารู้หรือยัง ?" ชายคนนั้นตอบว่า: "ยัง" ท่านนบีกล่าวว่า: "ท่านก็จงบอกให้เขารู้ซิ" แล้วเขาก็เดินตามชายคนเมื่อกี้ แล้วบอกกับเขาว่า "แท้จริงฉันรักท่านเพื่ออัลลอฮฺ" ชายคนนั้นตอบว่า: "ขอให้อัลลอฮ ฺผู้ที่ทำให้ท่านรักฉันเพื่อพระองค์ ทรงรักท่านด้วยเถิด.

[บันทึกโดยอบูดาวูด(5172), อะหฺมัด(12590), อิบนุลญะอฺดฺ(3193), อบูยะอฺลา(3442), อิบนุสสุนนีย์(197) ด้วยสายรายงานหะดีษที่ดี

ใครทำให้ท่านนบีร้องไห้ ?




ใครทำให้ท่านนบีร้องไห้ ?
.
.
.

ทำไมต้องร้องไห้ ? ร้องไห้แล้วได้อะไร ?

อัลลอฮทรงสั่งใช้ให้ผู้ศรัธทาร้องไห้ โดยอัลลอฮทรงสั่งว่า
พวกเจ้ายังคงแปลกใจต่อคำกล่าวนี้อีกหรือ? และพวกเจ้ายังคงหัวเราะ และยังไม่ร้องไห้
อัน-นัจมฺ อายะฮที่ 58-60
ท่านอะนัส รฎ. กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. กล่าวเทศนาธรรมที่ฉันไม่เคยได้ยินเช่นนี้มาก่อน ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. กล่าวว่า “แม้นว่าพวกท่านทราบถึงสิ่งที่ฉันรู้ แน่อนพวกท่านต้องหัวเราะห์น้อยลง และร้องไห้มากขึ้น” และบรรดาสาวกของท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. ต่างพากันปิดหน้าและส่งเสียงร้องไห้กันระงม บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม

ผู้ที่ร้องไห้ด้วยความยำเกรงต่ออัลลอฮ จะไม่โดนไฟนรก มีรายงานจากท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. ว่า
ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ รฎ. กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. กล่าวว่า “ชายคนหนึ่งที่ร้องไห้เนื่องจากความยำเกรงต่ออัลลอฮ เขาจะไม่ต้องเข้าไฟนรก จนกว่าว่าน้ำนมจะไหลกลับเข้าเต้านมได้ และคราบฝุ่นในหนทางของอัลลอฮ ก็จะไม่มีวันอยู่ร่วมกับควันของนรกญะฮันนัมเป็นอันขาด” บันทึกโดยอัดติรมีซีย์
และยังมีรายงานอีกว่า ท่านอับดุลลอฮอิบนุอับบาส กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. กล่าวว่า “สองดวงตานี้จะไม่สัมผัส 1.ดวงตาที่ร้องไห้เนื่องด้วยยำเกรงต่ออัลลอฮ และ 2.ดวงตาที่อดหลับอดนอนเฝ้าระวังในหนทางของอัลลอฮ” บันทึกโดยอัดติรมีซีย์

ผู้กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ แล้วร้องไห้ เขาจะได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของพระองค์ในวันกิยามะฮ
ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ รฎ. กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. กล่าวว่า “เจ็ดอภิสิทธิชนที่อัลลอฮจะทรงให้พวกเขาได้อยู่ภายใต้ร่มเงาของอัลลอฮ วันที่ไม่มีร่มเงาใดๆนอกจากร่มเงาของพระองค์เท่านั้น คือ ผู้นำที่เที่ยงธรรม........และชายคนหนึ่งที่เขากล่าวรำลึกถึงอัลลอฮเพียงลำพัง แล้วดวงตาทั้งสองของเขาก็มีน้ำตาเอ่อล้น.........หะดีษ” บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ท่านนบีร้องไห้
.
.
.
อ่านสิ...นบีอยากฟัง
ท่านอับดุลลอฮอิบนุมัสอู้ด รฎ. กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. กล่าวว่า “จงอ่านกุรอานให้ฉันฟังหน่อยสิ” อิบนุมัสอู้ด ถามว่า “จะให้ฉันอ่านให้ท่านฟังทั้งๆที่อัลกุรอานนั้นถูกประทานให้แก่ท้านกระนั้นหรือ?” ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. ตอบว่า “ใช่แล้ว” ฉันจึงอ่านซูเราะห์อันนิซาอฺ จนถึงอายะฮที่ว่า (แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า เมื่อเราได้นำพยานมาหนึ่งคนจากแต่ละประชาชาติ และเราได้นำท่านมาเป็นพยานต่อพวกเขาอีกที....) ทันใดนั้นท่านร่อซูลฯก็กล่าวว่า “ท่านจงหยุดอ่านเดี๋ยวนี้” อิบนุมัสอู้ดเล่าต่อไปว่า “แล้วฉันก็หันไปเห็นดวงตาทั้งสองของท่านร่อซูลฯเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา” บันทึกโดยอัลบุคอรีย์และมุสลิม

จบกัน...เมื่อวันเยี่ยมแม่
ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ รฎ. กล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. ไปเยือนหลุมศพมารดาของท่าน แล้วท่านก็ร้องไห้สะอึกสะอึ้น และยังทำให้ผู้ที่อยู่รอบๆตัวท่านร้องไห้ตามไปด้วย แล้วท่านก็กล่าวกับทุกคนว่า “ฉันได้ขออนุญาตจากพระเจ้าของฉันที่จะวิงวอนขออภัยโทษให้แก่มรรดาของฉัน แต่พระองค์ไม่อนุญาต ดังนั้นฉันจึงขออนุญาตจากพระองค์อีก ให้ฉันได้มาเยี่ยมเยือนหลุมศพมารดาของฉัน และพระองค์ก็อนุญาตให้แก่ฉัน ดังนั้นพวกท่านจงเยี่ยมเยือนหลุมฝังศพเถิด เพราะมันจะช่วยเตือนใจให้พวกท่านได้ระลึกและสังวรถึงความตายได้” บันทึกโดยมุสลิม

ลุงใครๆก็รัก
ท่านอาบูฮุรอยเราะฮ รฎ. กล่าวว่า ในวันสมรภูมิอุหุด ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. มองดูศพของฮัมซะฮบินอับดิลมุฏฏอลิบ(ลุง) ที่ถูกทำลายจนไม่เหลือสภาพดี ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. ไม่เคยเห็นภาพใดที่ทำให้เจ็บใจและเสียใจมากเท่านี้มาก่อน ท่านจึงพูดว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ ฉันจะต้องทำเยี่ยงนี้กับพวกมันสัก 70 คน เพื่อชดเชย-ชำระแค้น-ให้กับท่าน” อัลลอฮ จึงมีรับสั่งมาทันทีว่า (และหากพวกเจ้าจะลงโทษ ก็จงลงโทษเยี่ยงเดียวกับที่พวกเจ้าถูกลงโทษ และหากพวกเจ้าอดทน แน่นอนมันย่อมเป็นการดีสำหรับบรรดาผู้อดทน) ท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. จึงไถ่โทษและยุติสิ่งที่ท่านตั้งใจจะทำ บันทึกโดยอัดฏ็อบรอนีย์
ท่านอับดุลลอฮอิบนุมัสอู้ด รฎ. กล่าวว่า “พวกเราไม่เคยเห็นท่านร่อซูลุลลอฮ ซ.ล. ร้องห่มร้องไห้ครั้งใดเลย ที่จะมากมายกว่าที่ท่านร้องไห้ เนื่องจากการเสียชีวิตของฮัมซะฮฺบินอับดิลมุฏฏอลิบ”

นานแค่ไหนแล้ว...ที่พี่น้องไม่ได้ร้องไห้กับความยำเกรงต่ออัลลอฮ กับคำพูดของอัลลอฮ (อัลกุรอาน) หรือเพียงแค่อ่านแต่ไม่ได้ใคร่ควรต่อความหมายที่อัลลอฮได้บอกไว้ หรือได้แต่เสียน้ำตาให้กับเรื่องไร้สาระในดุลยาซึ่งไม่มีค่าในสายตาของอัลลอฮเลย......

จงลดสายตาของพวกเจ้า




1.จงลดสายตาของพวกเจ้า เป็นคำสั่งที่อัลลอฮฺใช้ทั้งชายและหญิง เป็นหนทางแรกที่ใช้ป้องกันตนจากสาเหตุแห่งความหายนะ ช่างน่าเสียดายที่ผู้คนมากมายไม่เข้าใจที่จะใช้คำสั่งนี้ อัลลอฮฺทรงมีดำรัสในสูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 30-31 มีความว่า “จงกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขา และรักษาอวัยวะเพศของพวกเขา นั่นย่อมบริสุทธิ์กว่าสำหรับพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรู้ถึงสิ่งที่พวกเขากระทำ และจงกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงให้พวกนางลดสายตาของพวกนางและให้พวกนางรักษาอวัยวะเพศของพวกนาง”

2.อย่าอยู่ด้วยกันสองต่อสองโดยไม่มีมะหฺร็อมหรือญาติสนิทที่แต่งงานกันไม่ได้ (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

3.คำสั่งสำหรับผู้ชาย อย่าเข้าในบ้านที่มีแต่ผู้หญิง (มีรายงานในหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 2677)

4.คำสั่งสำหรับผู้หญิง 4.1 อยู่ในบ้านให้มากที่สุด (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบอายะฮฺที่ 33) 4.2 หิญาบ (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 53,59 สูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 31)
4.3 ไม่ดัดเสียงจนฟังน่าดึงดูดและเย้ายวนใจ (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 32) 4.4 อย่าใช้เครื่องหอมเมื่อออกนอกบ้าน (มีรายงานในหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 634)
4.5 ไม่เดินทำตัวเด่นแบบอวดองค์โชว์ตัวแต่ควรสงบเสงี่ยมเจียมตน (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดย อัล-บัยฮะกีย์)

ถ้าถามว่าเหตุใดที่มีคำสั่งแบบนี้กับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แน่แท้คำตอบก็คือเป็นเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นมักจะมีผลเสียต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็นหลายเท่า ดังนั้นจึงมีคำสั่งต่างๆ เพื่อปกป้องเกียรติของผู้หญิงมากกว่าเพศตรงข้าม

ความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพี่น้องผู้ศรัทธา



ในช่วงที่อิสลามกำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปอย่างรวมเร็วนั้น ผู้ปฏิเสธจาก ทุกดินแดนพยายามที่จะดับรัศมีของศาสนาแห่งอัลลอฮฺ ด้วยการก่อสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า
เมืองหลวงของอิสลามใขณะนั้นอยู่ที่มะดีนะฮฺ แสะสงครามใหญ่ที่มุสลิมต้องประสบครั้งหนึ่งคือสงครามยัรฺมุก ในขณะที่สงครามกำลังสิ้นสุดลงนั้นมีชายคนหนึ่งชื่ออบูญาฮิม บิน ฮุซัยฟะฮฺ พยายามเดินหาลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งซึ่งทำการรบอยู่ในแนวหน้า และเขาได้นำน้ำถุงหนึ่งติดตัวไปด้วย
ต่อมาเขาก็พบว่าญาติของเขานอนจมกองเลือดอยู่จึงวิ่งเข้าไปหาหมายจะให้เขาดื่มน้ำประทังความกระหาย ขณะที่เขาเข้าไปถึงตัวญาติของเขานั้น พลันก็ได้ยินเสียงโอดครวญมาจากทหารอีกนายหนึ่ง
"น้ำ น้ำ ขอน้ำดื่มหน่อย"
แม้ว่าญาติผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องจะบาดเจ็บ และทรมานแค่ไหนเขากลับทำสัญญาญให้เอาน้ำไปพี่น้องทหารที่บาดเจ็บสาหัส พอไปถึงเขาก็พบว่าทหารคนนั้นคือฮาชิม บิน อบีลาส เขาจึงยื่นน้ำให้ดื่มแต่ทว่าขณะนั้นก็ได้ยินเสียงโอดครวญอีกครั้งจากทหารอีกนายหนึ่ง ฮาชิม บิน อบีลาส ซึ่งกำลังบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส และกำลังจะสิ้นลมอยู่นั้นยังทำสัญญาณให้ อบูญาฮิม เอาน้ำไปให้เขา
อบูญาฮิม จึงพาน้ำไปให้ทหารคนที่สามที่บาดเจ็บและร้องครวญครางอยู่ แต่เมื่อไปถึงตัวเขายื้นน้ำให้ ปรากฏว่าเขาได้เสียชีวิตแล้ว อบูญาอิม จึงวิ่งกลับมาที่ ฮาชิม บิน อบิลาส และพบว่าเขาเสียชีวิตแล้วเช่นกัน
อบูญาฮิม จึงรีบเอาน้ำกลับมาให้ลูกพี่ลูกน้องของเขา ปรากฏว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาก็เสียชีวิตแล้วเช่นกัน
อบูญาฮิม ยืนนิ่งด้วยความสลดใจโดยที่น้ำในถุงไม่พร่องแม้แต่หยดเดียว จงดูเถิดการเสียสละและความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพี่น้องผู้ศรัทธา แม้ว่าตัวเองจะบาดเจ็บ และทรมานขนาดไหน ยังยอมเสียสละให้พี่น้องและให้ความสำคัญกับพี่น้องมากกว่าตัวเอง

#กล่าวกันว่า ความหิวกระหายขณะกำลังจะตายนั้นรุนแรง แม้กระทั่งจะเอาน้ำทะเลมาให้ดื่มก็จะไม่หายหิวกระหาย แต่บุคคลที่เล่ามาจากเรื่องนี้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพี่น้องผู้ศรัทธาย่อมมีมากกว่าความเจ็บปวดของความตาย

โดย อาจารย์ มันศุรฺ อับดุลลอฮฺ
จากเพจ https://www.facebook.com/ReaRakNabi

บริจาคในหนทางของอัลลอฮ



ครั้งหนึ่งท่านนบีกล่าวถึงท่านอบูบักรว่า “คนที่ช่วยฉันมากที่สุดทั้งความเป็นเพื่อนและทรัพย์สินก็คืออบูบักร 

ถ้าหากฉันจะเอาใครเป็นเพื่อนสนิทที่สุด (เคาะลีล) นอกเหนือจากพระเจ้าของฉันแล้ว ฉันก็จะเลือกอบูบักร 
แต่สิ่งที่ผูกพันเราไว้ก็คือความเป็นพี่น้องและความเป็นเพื่อนแห่งอิสลาม ประตูของมัสญิดจะถูกปิดนอกไปจากประตูของอบูบักร 
ท่านอุมัรเล่าว่า “ฉันมีทรัพย์สินอยู่จำนวนหนึ่ง ฉันคิดอยู่ในใจของฉันเองว่าครั้งแล้วครั้งเล่าที่อบูบักรขึ้นนำหน้าฉันในการใช้จ่ายเพื่อหนทางของอัลลอฮฺในสงครามตะบูก ดังนั้นด้วยความกรุณาของอัลลอฮฺ ฉันจะขอขึ้นนำหน้าเขาบ้างในวันนี้ เพราะฉันมีอะไรบางอย่างที่จะให้ ดังนั้น ฉันจึงได้กลับไปบ้านด้วยอารมณ์ดี ฉันแบ่งทรัพย์สินของฉันออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งฉันทิ้งไว้ให้ครอบครัวของฉันและอีกส่วนหนึ่งจะไปให้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ท่านรอซูลุลลอฮฺถามฉันว่าฉันเหลืออะไรไว้ให้ครอบครัวบ้างหรือเปล่า? ฉันตอบรับ ท่านจึงถามว่าเท่าใด? ฉันตอบว่าครึ่งหนึ่ง ในตอนนั้น อบูบักรผ่านมาพร้อมกับมีสิ่งของบนหลังอูฐ ปรากฏว่าเขาได้นำเอาทุกสิ่งที่เขามีอยู่ทั้งหมดมาให้ ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺถามอบูบักรว่า
เขาเหลืออะไรไว้ให้ครอบครัวของเขาบ้าง อบูบักรตอบว่าเขาเหลืออัลลอฮฺและนบีของพระองค์ไว้สำหรับพวกเขา” ในวันนั้นเองที่อุมัรยอมรับว่าเขาไม่สามารถที่จะขึ้นนำหน้าอบูบักรได้

นี่เป็นสิ่งที่เกินขึ้นในสมัยนบี คนยุคอยากเราล่ะ เสียสละทรัพย์สินในหนทางของอัลลอฮบ้างหรอป่าว อย่าเป็นคนตระนี่ถี่เหนียว เพราะอัลลอฮไม่รักคนที่ตระนี่ถี่เหนียว
คุณบริจาคจากไปในหนทางของอัลลอฮ อัลลอฮก็จะเพิ่มริสกีของคุณอีกหลายเท่าคุณจะไม่เอาหรอ

มาบริจาคในหนทางของอัลลอฮเป็นกิจวัตนะคับพี่น้อง^^

///////////////////////////////////////////////////