วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

ความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพี่น้องผู้ศรัทธา



ในช่วงที่อิสลามกำลังแผ่ขยายอิทธิพลไปอย่างรวมเร็วนั้น ผู้ปฏิเสธจาก ทุกดินแดนพยายามที่จะดับรัศมีของศาสนาแห่งอัลลอฮฺ ด้วยการก่อสงครามครั้งแล้วครั้งเล่า
เมืองหลวงของอิสลามใขณะนั้นอยู่ที่มะดีนะฮฺ แสะสงครามใหญ่ที่มุสลิมต้องประสบครั้งหนึ่งคือสงครามยัรฺมุก ในขณะที่สงครามกำลังสิ้นสุดลงนั้นมีชายคนหนึ่งชื่ออบูญาฮิม บิน ฮุซัยฟะฮฺ พยายามเดินหาลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งซึ่งทำการรบอยู่ในแนวหน้า และเขาได้นำน้ำถุงหนึ่งติดตัวไปด้วย
ต่อมาเขาก็พบว่าญาติของเขานอนจมกองเลือดอยู่จึงวิ่งเข้าไปหาหมายจะให้เขาดื่มน้ำประทังความกระหาย ขณะที่เขาเข้าไปถึงตัวญาติของเขานั้น พลันก็ได้ยินเสียงโอดครวญมาจากทหารอีกนายหนึ่ง
"น้ำ น้ำ ขอน้ำดื่มหน่อย"
แม้ว่าญาติผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องจะบาดเจ็บ และทรมานแค่ไหนเขากลับทำสัญญาญให้เอาน้ำไปพี่น้องทหารที่บาดเจ็บสาหัส พอไปถึงเขาก็พบว่าทหารคนนั้นคือฮาชิม บิน อบีลาส เขาจึงยื่นน้ำให้ดื่มแต่ทว่าขณะนั้นก็ได้ยินเสียงโอดครวญอีกครั้งจากทหารอีกนายหนึ่ง ฮาชิม บิน อบีลาส ซึ่งกำลังบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส และกำลังจะสิ้นลมอยู่นั้นยังทำสัญญาณให้ อบูญาฮิม เอาน้ำไปให้เขา
อบูญาฮิม จึงพาน้ำไปให้ทหารคนที่สามที่บาดเจ็บและร้องครวญครางอยู่ แต่เมื่อไปถึงตัวเขายื้นน้ำให้ ปรากฏว่าเขาได้เสียชีวิตแล้ว อบูญาอิม จึงวิ่งกลับมาที่ ฮาชิม บิน อบิลาส และพบว่าเขาเสียชีวิตแล้วเช่นกัน
อบูญาฮิม จึงรีบเอาน้ำกลับมาให้ลูกพี่ลูกน้องของเขา ปรากฏว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาก็เสียชีวิตแล้วเช่นกัน
อบูญาฮิม ยืนนิ่งด้วยความสลดใจโดยที่น้ำในถุงไม่พร่องแม้แต่หยดเดียว จงดูเถิดการเสียสละและความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพี่น้องผู้ศรัทธา แม้ว่าตัวเองจะบาดเจ็บ และทรมานขนาดไหน ยังยอมเสียสละให้พี่น้องและให้ความสำคัญกับพี่น้องมากกว่าตัวเอง

#กล่าวกันว่า ความหิวกระหายขณะกำลังจะตายนั้นรุนแรง แม้กระทั่งจะเอาน้ำทะเลมาให้ดื่มก็จะไม่หายหิวกระหาย แต่บุคคลที่เล่ามาจากเรื่องนี้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าความรักอันยิ่งใหญ่ต่อพี่น้องผู้ศรัทธาย่อมมีมากกว่าความเจ็บปวดของความตาย

โดย อาจารย์ มันศุรฺ อับดุลลอฮฺ
จากเพจ https://www.facebook.com/ReaRakNabi

บริจาคในหนทางของอัลลอฮ



ครั้งหนึ่งท่านนบีกล่าวถึงท่านอบูบักรว่า “คนที่ช่วยฉันมากที่สุดทั้งความเป็นเพื่อนและทรัพย์สินก็คืออบูบักร 

ถ้าหากฉันจะเอาใครเป็นเพื่อนสนิทที่สุด (เคาะลีล) นอกเหนือจากพระเจ้าของฉันแล้ว ฉันก็จะเลือกอบูบักร 
แต่สิ่งที่ผูกพันเราไว้ก็คือความเป็นพี่น้องและความเป็นเพื่อนแห่งอิสลาม ประตูของมัสญิดจะถูกปิดนอกไปจากประตูของอบูบักร 
ท่านอุมัรเล่าว่า “ฉันมีทรัพย์สินอยู่จำนวนหนึ่ง ฉันคิดอยู่ในใจของฉันเองว่าครั้งแล้วครั้งเล่าที่อบูบักรขึ้นนำหน้าฉันในการใช้จ่ายเพื่อหนทางของอัลลอฮฺในสงครามตะบูก ดังนั้นด้วยความกรุณาของอัลลอฮฺ ฉันจะขอขึ้นนำหน้าเขาบ้างในวันนี้ เพราะฉันมีอะไรบางอย่างที่จะให้ ดังนั้น ฉันจึงได้กลับไปบ้านด้วยอารมณ์ดี ฉันแบ่งทรัพย์สินของฉันออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ส่วนหนึ่งฉันทิ้งไว้ให้ครอบครัวของฉันและอีกส่วนหนึ่งจะไปให้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
ท่านรอซูลุลลอฮฺถามฉันว่าฉันเหลืออะไรไว้ให้ครอบครัวบ้างหรือเปล่า? ฉันตอบรับ ท่านจึงถามว่าเท่าใด? ฉันตอบว่าครึ่งหนึ่ง ในตอนนั้น อบูบักรผ่านมาพร้อมกับมีสิ่งของบนหลังอูฐ ปรากฏว่าเขาได้นำเอาทุกสิ่งที่เขามีอยู่ทั้งหมดมาให้ ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺถามอบูบักรว่า
เขาเหลืออะไรไว้ให้ครอบครัวของเขาบ้าง อบูบักรตอบว่าเขาเหลืออัลลอฮฺและนบีของพระองค์ไว้สำหรับพวกเขา” ในวันนั้นเองที่อุมัรยอมรับว่าเขาไม่สามารถที่จะขึ้นนำหน้าอบูบักรได้

นี่เป็นสิ่งที่เกินขึ้นในสมัยนบี คนยุคอยากเราล่ะ เสียสละทรัพย์สินในหนทางของอัลลอฮบ้างหรอป่าว อย่าเป็นคนตระนี่ถี่เหนียว เพราะอัลลอฮไม่รักคนที่ตระนี่ถี่เหนียว
คุณบริจาคจากไปในหนทางของอัลลอฮ อัลลอฮก็จะเพิ่มริสกีของคุณอีกหลายเท่าคุณจะไม่เอาหรอ

มาบริจาคในหนทางของอัลลอฮเป็นกิจวัตนะคับพี่น้อง^^

///////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ดุอานี้...เพื่อครอบครัวของเรา



رَبَّنَا هَبْ لَنَا مِنْ أَزْوَاجِنَا وَذُرِّيَّاتِنَا قُرَّةَ أَعْيُنٍ وَاجْعَلْنَا لِلْمُتَّقِينَ إِمَامًا


“ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์โปรดประทานแก่เรา ซึ่งคู่ครองของเราและลูกหลานของเรา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตาของเรา และทรงทำให้เราเป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้ยำเกรง”

ถือศิลอดซุนนะห์วันอะรอฟะห์กัน ^_^




คำว่า “อะรอฟะห์” คือชื่อสถานที่ สำหรับพี่น้องมุสลิมที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์จะต้องไปทำการ วุกูฟ ณ.ที่แห่งนี้ ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น และ การ "วุกูฟ" คือ การเดินทางไปปรากฏตัว ณ ทุ่งอะรอฟะห์ ในช่วงเวลาตั้งแต่ตะวันคล้อยของวันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ และพักแรมคืน ณ ทุ่งมุซดะลีฟะฮ. ถึงเริ่มแสงอรุณ (หรือ พักแรมอย่างน้อยถึงหลังเที่ยงคืน) ของวันที่ 10 เดือนซุลฮิจญะฮ . หรือ ที่เรียกว่า วันกุรบาน ซึ่งจะเป็น วันอิดิลฮัฎฮา

ซึ่งในขณะผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟอยู่ ณ ทุ่งอะรอฟะห์ ซึ่งตรงกับวันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ อิสลามสนับสนุนให้มุสลิมทั่วไปผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์และวุกูฟอยู่ที่ทุ่งอะรอฟะห์ ทำการถือศิลอดซุนนะห์ในวันนี้ ที่เรียกว่า "การถือศีลอดในวันอะร่อฟะห์" นั้นหมายถึงต้องเป็นวันที่ 9 ของเดือนซุลฮิจญะฮ และเป็นวันอะรอฟะห์ ซึ่งระบุอย่างชัดเจนว่า"ศีลอดในวันอะรอฟะห์" ดังนั้นการถือศิลอดวันอารอฟะห์ ต้องเป็นวันเดียวกับวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกูฟ ณ ทุ่งอะรอฟะห์ ประเทศซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน


อบีก่อตาดะห์ อัลอันศอรีย์ รายงานว่า

وَسُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَرَفَةَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ المَاضِيَّةَ وَاليَاقِيَّةَ

“ท่านนบีถูกถามเกี่ยวกับการถือศีลอดวันอะรอฟะห์ ท่านตอบว่า จะได้รับการอภัยโทษในปีที่ผ่านมาและปีถัดไป” (ศอเฮียะห์มุสลิม กิตาบุศศิยาม ฮะดีษเลขที่ 1977)


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

ما من يوم أكثر من أن يعتق فيه عبدا من النار من يوم عرفة

"ไม่มีวันใดที่อัลลอฮฺจะปลดปล่อยบ่าวของพระองค์จากไฟนรก ที่จะมากไปกว่าวันอะรอฟะห์" (บันทึกหะดิษโดยมุสลิม)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

صِيَامُ يَوْمِ عَرَفَةَ أحْتَسِبُ عَلى اللهِ أنْ يُكَفِّرَ السَنَةَ الَّتِي قَبْلَهُ وَالسَّنَةَ الَّتِي بَعْدَهُ

“การถือศีลอดวันอะรอฟะห์นั้น หวังว่าอัลลอฮ์จะอภัยโทษปีก่อนหน้านี้และปีถัดไป” (ศอเฮียะห์มุสลิม กิตาบุศศิยาม ฮะดีษเลขที่ 1976)


ระหว่างฉันและเธอ




อิสลามเข้าใจที่จะแก้ปัญหาโดยไม่ได้ปิดกั้นความจำเป็นของมนุษย์ให้คับแคบเลยไม่ สิ่งที่จะได้กล่าวต่อไปนี้เป็นตัวอย่างวิถีทางแห่งการป้องกันตนและระเบียบวิธีที่อิสลามให้มุสลิมทุกคนทั้งชายหญิงได้เอาไปปฏิบัติใช้เมื่อมีความจำเป็นต้องพบปะและแลกเปลี่ยนธุระระหว่างกัน
1.จงลดสายตาของพวกเจ้า เป็นคำสั่งที่อัลลอฮฺใช้ทั้
งชายและหญิง เป็นหนทางแรกที่ใช้ป้องกันตนจากสาเหตุแห่งความหายนะ ช่างน่าเสียดายที่ผู้คนมากมายไม่เข้าใจที่จะใช้คำสั่งนี้ อัลลอฮฺทรงมีดำรัสในสูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 30-31 มีความว่า “จงกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขา และรักษาอวัยวะเพศของพวกเขา นั่นย่อมบริสุทธิ์กว่าสำหรับพวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรู้ถึงสิ่งที่พวกเขากระทำ และจงกล่าวแก่บรรดาผู้ศรัทธาหญิงให้พวกนางลดสายตาของพวกนางและให้พวกนางรักษาอวัยวะเพศของพวกนาง”

2.อย่าอยู่ด้วยกันสองต่อสองโดยไม่มีมะหฺร็อมหรือญาติสนิทที่แต่งงานกันไม่ได้ (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

3.คำสั่งสำหรับผู้ชาย อย่าเข้าในบ้านที่มีแต่ผู้หญิง (มีรายงานในหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 2677)

4.คำสั่งสำหรับผู้หญิง 4.1 อยู่ในบ้านให้มากที่สุด (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบอายะฮฺที่ 33) 4.2 หิญาบ (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 53,59 สูเราะฮฺ อัน-นูรฺ อายะฮฺที่ 31)
4.3 ไม่ดัดเสียงจนฟังน่าดึงดูดและเย้ายวนใจ (ดูสูเราะฮฺอัล-อะหฺซาบ อายะฮฺที่ 32) 4.4 อย่าใช้เครื่องหอมเมื่อออกนอกบ้าน (มีรายงานในหะดีษฺ ดู เศาะฮีหฺ อัล-ญามิอฺ 634)
4.5 ไม่เดินทำตัวเด่นแบบอวดองค์โชว์ตัวแต่ควรสงบเสงี่ยมเจียมตน (มีรายงานในหะดีษฺบันทึกโดย อัล-บัยฮะกีย์)

ถ้าถามว่าเหตุใดที่มีคำสั่งแบบนี้กับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แน่แท้คำตอบก็คือเป็นเพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นมักจะมีผลเสียต่อผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเป็นหลายเท่า ดังนั้นจึงมีคำสั่งต่างๆ เพื่อปกป้องเกียรติของผู้หญิงมากกว่าเพศตรงข้าม

นี่คือบทสรุป ที่ควรค่าแก่การไตร่ตรอง สำหรับมุสลิมทุกคนที่มีจิตแห่งความบริสุทธิ์ และพึงอยากเห็นสังคมที่สะอาดขึ้นท่ามกลางสภาพสังคมที่นับวันยิ่งดูน่าอดสูด้วยปัญหาต่างๆ ที่คุกคามความสงบสุขของการใช้ชีวิต โดยเฉพาะสตรีเพศผู้มักจะเสียเปรียบและได้รับความเสียหาย ที่ควรต้องรักษาตนและเอาจริงในการประพฤติตามคำสั่งแห่งองค์อภิบาลและรสูลของพระองค์เพื่อความปลอดภัยของตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
วัลลอฮฺอะอฺลัม

ญาซากัลลอฮฮุครอยรอนพี่น้องที่ตักเตือนซึ่งกันและกัน จาก http://zunnurislamicsibling.wordpress.com/

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ให้รำลึกถึงอัลลอฮฺตลอดเวลา




ไม่มีการงานใดที่สามารถปฏิบัติตลอดช่วงเวลาเหมือนกับการรำลึกถึงอัลลอฮฺ (ซิกรุลลอฮฺ) การรำลึกถึงอัลลอฮฺเป็นแนวทางที่สะดวกและเรียบง่าย มุสลิมไม่จำเป็นต้องใช้เงินทองหรือความอุตสาหะใดๆ แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้สั่งเสียแก่เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งไว้ว่า

«
لا يَزَالُ لِسَانُكَ رَطْباً مِنْ ذِكْرِ اللهِ»
ความว่า จงให้ปากของเจ้าเปียกชุ่มกับการกล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺอยู่ตลอดเวลา” (บันทึกโดยอะหฺมัด หมายเลขหะดีษ 17680 ชัยคฺอัล-อัลบานีย์ ในเศาะหีหฺอัตตัรฆีบวัตตัรฮีบ 1491)

เห็นสิ่งที่ไม่ดี ควรทำตามนบี



รายงานจากท่านอบู สะอีด อัล-คุดรียฺ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

«
مَنْ رَأَى مِنْكُمْ مُنْكَرًا فَلْيُغَيِّرْهُ بِيَدِهِ، فَإِنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِلِسَانِهِ، فَإِنْ لَمْ يَسْتَطِعْ فَبِقَلْبِهِ، وَذَلِكَ أَضْعَفُ الإِيمَانِ»

ความว่า : ใครก็ตามที่เห็นความไม่ดีในหมู่พวกท่าน ดังนั้นเขาจงเปลี่ยนแปลงมันด้วยกับมือเสีย หากไม่มีความสามารถก็ด้วยกับลิ้น และหากไม่มีความสามารถก็ด้วยกับหัวใจ และนี่คืออีหม่านที่อ่อนแอที่สุด”(บันทึกโดย มุสลิม 1/69 เลขที่: 49)