วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

เรื่องฝันๆตามแบบอย่างนบี




แค่ฝันไป...
ว่าด้วยเรื่อง ฝันๆ ตามแบบอย่างนบี

คำที่ควรกล่าวและสิ่งที่ควรทำเมื่อฝันดีหรือฝันร้าย
1. จากอบู เกาะตาดะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :
«الرُّؤْيَا الْحَسَنَةُ مِنَ اللَّهِ ، فَإِذَا رَأَى أَحَدُكُمْ مَا يُحِبُّ فَلاَ يُحَدِّثْ بِهِ إِلاَّ مَنْ يُحِبُّ ، وَإِذَا رَأَى مَا يَكْرَهُ فَلْيَتَعَوَّذْ بِاللَّهِ مِنْ شَرِّهَا ، وَمِنْ شَرِّ الشَّيْطَانِ وَلْيَتْفِلْ ثَلاَثًا وَلاَ يُحَدِّثْ بِهَا أَحَدًا فَإِنَّهَا لَنْ تَضُرَّهُ»
ความว่า : “การฝันดีนั้นมาจากอัลลอฮฺ ดังนั้น เมื่อพวกท่านคนใดฝันเห็นสิ่งที่เขาชอบก็จงอย่านำไปเล่านอกจากแก่ผู้ที่เขารัก และเมื่อเขาฝันร้ายก็จงขอหลีกเลี่ยงด้วยอัลลอฮฺจากความชั่วของมันและความชั่วของชัยฏอน และจงถ่มน้ำลายสามครั้งและอย่านำไปเล่าให้ผู้ใดฟัง เพราะมันไม่มีทางจะทำอันตรายต่อเขาได้” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 7044 และมุสลิม หมายเลข 2261)

2. มีรายงานจากอบู สะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่าเขาได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :
« إِذَا رَأَى أَحَدُكُمُ الرُّؤْيَا يُحِبُّهَا ، فَإِنَّهَا مِنَ اللَّهِ ، فَلْيَحْمَدِ اللَّهَ عَلَيْهَا ، وَلْيُحَدِّثْ بِهَا»
ความว่า : “เมื่อพวกท่านคนใดฝันเห็นสิ่งที่เขาชอบซึ่งมันมาจากอัลลอฮฺก็จงกล่าวว่าขอบคุณต่ออัลลอฮฺในสิ่งนั้นและจงเล่ามันให้คนอื่นฟัง” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 7045)

3. มีรายงานจากญาบิร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า :
« إِذَا رَأَى أَحَدُكُمُ الرُّؤْيَا يَكْرَهُهَا فَلْيَبْصُقْ عَنْ يَسَارِهِ ثَلاَثًا وَلْيَسْتَعِذْ بِاللَّهِ مِنَ الشَّيْطَانِ ثَلاَثًا وَلْيَتَحَوَّلْ عَنْ جَنْبِهِ الَّذِى كَانَ عَلَيْهِ ». وفي لفظ : «فَإِنْ رَأَى أَحَدُكُمْ مَا يَكْرَهُ فَلْيَقُمْ فَلْيُصَلِّ»
ความว่า : “เมื่อพวกท่านคนใดฝันเห็นสิ่งไม่ดีก็จงถ่มน้ำลายทางด้านซ้ายสามครั้ง และจงขอหลีกเลี่ยงต่ออัลลอฮฺจากชัยฏอนสามครั้ง และจงสลับซีกลำตัวที่นอนจากซีกเดิม" และในสำนวนอื่น “ดังนั้น เมื่อพวกท่านคนใดฝันเห็นสิ่งไม่ดีก็จงลุกขึ้นแล้วละหมาด” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 2262 และ หมายเลข 2263 ตามลำดับ)

การชื่นชมกับการฝันดี
1. จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :
« لَمْ يَبْقَ مِنَ النُّبُوَّةِ إِلاَّ الْمُبَشِّرَاتُ » . قَالُوا وَمَا الْمُبَشِّرَاتُ قَالَ « الرُّؤْيَا الصَّالِحَةُ »
ความว่า : “ไม่มีการเป็นนบีหลงเหลืออีกแล้วนอกจากมีเพียงผู้แจ้งข่าวดี” พวกเขาถามว่า “แล้วผู้แจ้งข่าวดีนั้นคืออะไร ? “ ท่านตอบว่า “คือการฝันดีอย่างไรล่ะ” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลข 6990)

2. มีรายงานจากอะนัส เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า :
« الرُّؤْيَا الْحَسَنَةُ مِنَ الرَّجُلِ الصَّالِحِ جُزْءٌ مِنْ سِتَّةٍ وَأَرْبَعِينَ جُزْءًا مِنَ النُّبُوَّةِ »
ความว่า : “การฝันดีโดยชายที่ดีนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากสี่สิบหกส่วนของการเป็นนบี” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 6983 และมุสลิม หมายเลข 2263)

การฝันเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม
มีรายงานจากอบีฮุรัยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ว่าท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า :
« تَسَمَّوْا بِاسْمِى وَلاَ تَكْتَنُوا بِكُنْيَتِى ، وَمَنْ رَآنِى فِى الْمَنَامِ فَقَدْ رَآنِى ، فَإِنَّ الشَّيْطَانَ لاَ يَتَمَثَّلُ فِى صُورَتِى ، وَمَنْ كَذَبَ عَلَيَّ مُتَعَمِّدًا فَلْيَتَبَوَّأْ مَقْعَدَهُ مِنَ النَّارِ » .
ความว่า : “พวกท่านจงตั้งชื่อด้วยชื่อของฉันแต่อย่าตั้งกุนยะฮฺ (กุนยะฮฺ หมายถึง นามแฝงผู้ชายที่นำหน้าด้วยคำว่า อบู (แปลว่า พ่อ) หรือ นามแฝงผู้หญิงที่นำหน้าด้วยคำว่า อุมมุ(แปลว่า แม่) เช่น อบูสะอีด อบูฮุร็อยเราะฮฺ อุมมุสะละมะฮฺ หรือ อุมมุอัยมัน เป็นต้น ซึ่ง
กุนยะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นคือ อบู อัลกอสิม – ผู้แปล) ด้วย
กุนยะฮฺของฉัน และผู้ใดที่ฝันเห็นฉัน ผู้นั้นก็เห็นฉันจริงๆ เพราะชัยฏอนนั้นไม่สามารถจะแปลงกายเป็นฉันได้ และผู้ใดที่กุเรื่องเท็จแอบอ้างใส่ฉันโดยเจตนาเขาก็จงเตรียมที่นั่งของเขาไว้ในนรก” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ตามสำนวนนี้ หมายเลข 110 และมุสลิม หมายเลข 2134 และ 2266)

ไม่เล่าฝันร้ายให้คนอื่นฟัง
จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่า :
جَاءَ رَجُلٌ إِلَى النَّبِىِّ صلى الله عليه وسلم فَقَالَ : يَا رَسُولَ اللَّهِ رَأَيْتُ فِى الْمَنَامِ كَأَنَّ رَأْسِى قُطِعَ. قَالَ فَضَحِكَ النَّبِىُّ صلى الله عليه وسلم وَقَالَ : «إِذَا لَعِبَ الشَّيْطَانُ بِأَحَدِكُمْ فِى مَنَامِهِ فَلاَ يُحَدِّثْ بِهِ النَّاسَ ».
ความว่า : มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม และกล่าวว่า “โอ้ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ฉันฝันว่าศรีษะของฉันได้ถูกตัด” เขาเล่าต่อว่า แล้วท่านนบีก็หัวเราะและกล่าวว่า “เมื่อชัยฏอนหลอกหลอกผู้ใดในเวลานอนก็จงอย่าเล่ามันในคนอื่นฟัง” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 2268)

ขอต่ออัลลอฮ




ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เมื่อมีสิ่งใดมาสร้างอุปสรรคแก่ท่าน ท่านจะกล่าวดุอาอ์

«يَا حَىُّ يَا قَيُّومُ بِرَحْمَتِكَ أَسْتَغِيثُ»

ความว่า : โอ้ผู้ทรงชีพ โอ้ผู้ทรงดูแลปกครอง ด้วยความปรานีของพระองค์เท่านั้นที่ข้าขอความช่วยเหลือ (หะดีษ หะสัน บันทึกโดยอัต-ติรมิซีย์ : 3524 ดู เศาะฮีหฺ สุนัน อัต-ติรมิซีย์ : 2796)

นอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ



ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่หัวใจของพวกเขาจะนอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และสิ่งซึ่งได้มีลงมาคือความจริง และพวกเขาอย่าได้เป็นเช่นบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์มาแต่ก่อนนี้ แล้วช่วงเวลาได้เนิ่นนานเกินไปแก่พวกเขา ดังนั้นจิตใจของพวกเขาจึงแข็งกระด้าง และส่วนมากของพวกเขาจึงเป็นผู้ฝ่าฝืน ซูเราะฮฺอัล-ฮาดีด อายะฮฺที่ 16

ภาพ พี่น้องผู้พิการทางร่างกาย แต่จิตใจอยู่กับการอ่านคำพูดของอัลลอฮ และเราล่ะพี่น้อง ได้จับอัลกุรอานมาอ่านกันบ้างไหม

จงอดทนกับบททดสอบของอัลลอฮ




หากว่าเราลำบากแล้ว ลองมองดูพี่น้องที่ลำบากยิ่งกว่าเราสิ
จงอดทนกับบททดสอบของอัลลอฮเพราะอัลลอฮทรงอยู่กับผู้ที่อดทนทั้งหลาย

แท้จริงอัลลออ์นั้นทรงอยู่ร่วมกับผู้อดทนทั้งหลาย อัล-บะเกาะเราะฮ 153 

และแน่นอน เราจะทดลองพวกเจ้าด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากความกลัว และความหิวและด้วยความสูญเสีย(อย่างใดอย่างหนึ่ง)จากทรัพย์สมบัติ ชีวิต และพืชผล และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทนเถิด อัล-บะเกาะเราะ 155

ความเมตตา



จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า 
«مَنْ لا يَرْحَـمْ لا يُرْحَـمْ»
ความว่า“บุคคลใดที่ไม่มีความเมตตา เขาผู้นั้นก็จะไม่ได้รับความเมตตาเช่นกัน” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ : 5597 , มุสลิม : 2318 )

และท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวอีกว่า 
«عُذِّبَتْ امْرَأَةٌ فِي هِرَّةٍ، حَبَسَتْهَا حَتَّى مَاتَتْ فَدَخَلَتْ فِيهَا النَّارَ، لَا هِيَ أَطْعَمَتْهَا وَلَا سَقَتْهَا إِذْ حَبَسَتْهَا، وَلَا هِيَ تَرَكَتْهَا تَأْكُلُ مِنْ خَشَاشِ الْأَرْضِ» (صحيح البخاري ج3 ص1284 رقم الحديث 3295)
“ผู้หญิงคนหนึ่งได้ถูกลงโทษเพราะเเมวที่เขาขังไว้จนตาย แล้วเข้านรก เธอไม่ได้ให้อาหารมัน ไม่ให้น้ำมันตลอดเวลาที่กักขังมัน และไม่ปล่อยมันเพื่อมันจะได้หาอาหารกินเอง” (เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ 3/1284, เลขที่ 3295)

ฉะนั้นหากเราไม่ใยดีหรือไม่มีความเมตตากับพี่น้องหรือสรรพสัตว์ หรือสิ่งที่อยู่บนดุลยานี้แล้ว อัลลอฮก็จะไม่มีเมตตากับเราเช่นเดียวกัน แถมด้วยการขาดทุนที่ใหญ่หลวงนักนั่นคือการได้รับนรกตอบแทน

แต่ทว่าหากเรากล่าวในความเมตตาที่อัลลอฮได้ให้กับบ่าวที่มีความเมตตานั้น มันชั่งคุ้มค่ายิ่งนักกับผลบุญที่จะได้รับ

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«بَيْنَا رَجُلٌ بِطَرِيقٍ اشْتَدَّ عَلَيْهِ الْعَطَشُ، فَوَجَدَ بِئْرًا فَنَزَلَ فِيهَا فَشَرِبَ، ثُمَّ خَرَجَ فَإِذَا كَلْبٌ يَلْهَثُ يَأْكُلُ الثَّرَى مِنْ الْعَطَشِ، فَقَالَ الرَّجُلُ لَقَدْ بَلَغَ هَذَا الْكَلْبَ مِنْ الْعَطَشِ مِثْلُ الَّذِي كَانَ بَلَغَ مِنِّي، فَنَزَلَ الْبِئْرَ فَمَلَا خُفَّهُ مَاءً فَسَقَى الْكَلْبَ، فَشَكَرَ اللَّهُ لَهُ، فَغَفَرَ لَهُ، قَالُوا يَا رَسُولَ اللَّه وَإِنَّ لَنَا فِي الْبَهَائِمِ لَأَجْرًا؟ فَقَالَ فِي كُلِّ ذَاتِ كَبِدٍ رَطْبَةٍ أَجْرٌ» (صحيح البخاري ج 2 ص870 رقم الحديث 2334)
ความว่า : ในขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งได้เดินบนท้องถนนเขารู้สึกกระหายอย่างแรง แล้วไปเจอบ่อน้ำแห่งหนึ่ง เขาจึงลงไปในบ่อแล้วดื่มน้ำ หลังจากที่เขาปีนขึ้นมาเขาเจอสุนัขตัวหนึ่งแลบลิ้นด้วยความกระหายและเลียดินเปียก เขากล่าวในใจว่า แน่นอนหมาตัวนี้กระหายน้ำเหมือนที่ฉันเคยกระหายน้ำ เขารีบลงไปในบ่อทันทีและเอารองเท้าใส่น้ำแล้วให้สุนัขกิน อัลลอฮฺชมเชยการกระทำของเขาเลยพระองค์ปลดบาปเขา บรรดาเหล่าสาวกที่ฟังอยู่ถามท่านว่า เราจะได้ผลบุญจากการกระทำดีของเราต่อสัตว์ด้วยหรือ? ท่านตอบว่า ใช่ การทำดีต่อสัตว์มีชีวิตทุกชนิดได้ผลบุญ” (อัล-บุคอรีย์ 2/870 เลขที่ 2334)

และในความเมตตาที่อัลลอฮได้ให้กับเรานั้น เป็นเพียงแค่ 1% จากความเมตตาของอัลลอฮที่ได้ให้กับเรา

และจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«إنَّ لِلَّهِ مِائَةَ رَحْـمَةٍ، أَنْزَلَ مِنْـهَا رَحْـمَةً وَاحِدَةً بَيْنَ الجِنِّ وَالإنْسِ وَالبَـهَائِمِ وَالهَوَامِّ، فَبِـهَا يَتَعَاطَفُونَ، وَبِـهَا يَتَرَاحَـمُونَ، وَبِـهَا تَعْطِفُ الوَحْشُ عَلَى وَلَدِهَا، وَأَخَّرَ الله تِسْعاً وَتِسْعِينَ رَحْـمَةً يَرْحَـمُ بِـهَا عِبَادَهُ يَوْمَ القِيَامَةِ»
ความว่า “สำหรับอัลลอฮฺแล้วมีถึงหนึ่งร้อยความเมตตา พระองค์ได้ประทานความเมตตาเพียงส่วนเดียวลงมาแก่ญิน มนุษย์ และสรรพสัตว์ ด้วยความเมตตาส่วนนั้นพวกเขาเอื้ออาทรต่อกัน ด้วยส่วนนั้นพวกเขาต่างมีเมตตาต่อกัน ด้วยความเมตตาส่วนนั้นจะพบว่าสัตว์ที่ดุร้ายมีความเมตตาต่อลูกของเขา และอัลลอฮฺได้เก็บความเมตตาอีกเก้าสิบเก้า ณ พระองค์ เพื่อแสดงออกต่อปวงบ่าวของพระองค์ในวันกิยามะฮฺ” (บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ : 6000 , มุสลิม : 2752 )

มาชาอัลลอฮ อัลฮัมดุลิ้ลละห์ที่เราได้เกิดมาอยู่ในศาสนาของพระองค์ และอัลลอฮก็ทรงเมตตาเรายิ่งนักกับการอยู่ในโลกดุลยาที่มีหลักการอิสลามไว้ยึดและปฏิบัติตาม

อัลฮัมดุลิ้ลละห์ 

คำกล่าวก่อนสิ้นใจท่านมุอ๊าซ อิบนิ ญะบัล


คนจนตามอิสลาม




ลักษณะของคนจนที่แท้จริง
____________________

รายงานจาก อะบีฮุรอยเราะห์ (ร.ฏ.) กล่าวว่า ท่านรอซูล (ซ.ล.) กล่าวว่า :

คนมิสกีน (คนจนที่มีเกียรติ และควรจะได้รับความช่วยเหลือ) นั้น ไม่ใช่ผู้ที่วนเวียนขอจากผู้คน แล้วเขาก็ได้อินทผาลัม หนึ่งเม็ดหรือสองเม็ด และไม่ใช่ผู้ที่วนเวียนขอจากผู้คน แล้วเขาก็ได้รับอาหารหนึ่งคำหรือสองคำ แต่คนจนนั้นคือคนที่ไม่ขอใครๆทั้งๆที่ยากจน บันทึกโดยบุคอรีย์ และมุสลิม
(ดูในบุคอรีย์ เล่ม 8 หน้า 152 และดูในมุสลิม หะดีษเลขที่ 1039)

และอีกสำนวนหนึ่งมีอยู่ในบุคอรีย์และมุสลิมเช่นกันกล่าวว่า :

คนจนนั้นไม่ใช่ผู้ที่วนเวียนขอจากผู้คน และเขาก็ได้รับอินทผาลัมหนึ่งเม็ดหรือสองเม็ด และไม่ใช่ผู้ที่วนเวียนขอจากผู้คน และเขาก็ได้รับอาหารหนึ่งคำหรือสองคำ แต่คนจนนั้น คือคนที่มีแต่ไม่พอใช้ และไม่มีผู้ใดสังเกตสภาพของเขา แล้วบริจาคให้เขา และเขาก็ไม่ขอใคร

คำอธิบาย
คนจนคือคนที่ขาดปัจจัยต่างๆในการดำเนินชีวิต สังคมจะต้องอุ้มชูพวกเขาไว้ คนจนที่แท้จริงนั้นจะต้องไม่เป็นผู้ที่แบมือขอผู้อื่น เขาจะต้องทุ่มเทความสามารถในการประกอบอาชีพอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ได้มาซึ่งริสกีที่ฮาลาล เขาจะต้องปกปิดสภาพความยากจนเอาไว้ ไม่ให้ผู้อื่นรู้ ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า :

“(คือให้บริจาคทาน) แก่บรรดาผู้ที่ยากจนที่ถูกจำกัดตัวให้อยู่ในทางของอัลลอฮ์ โดยที่พวกเขาสามารถจะเดินทางไปในดินแดนอื่นๆ ได้(เพื่อประกอบอาชีพ) ผู้ที่ไม่รู้คิดว่าพวกเขาเป็นผู้มั่งมี อันเนื่องจากความสงบเสงี่ยมเจียมตัว โดยที่เจ้าจะรู้จักเขาได้ด้วยเครื่องหมายของพวกเขา พวกเขาจะไม่ขอจากผู้คนในสภาพเซ้าซี้ และสิ่งดีใด ๆ ที่พวกเจ้าบริจาคไปนั้น แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรู้ดีในสิ่งนั้น” (อัลบะกอเราะห์ : 273)

สิ่งที่ได้รับจากหะดีษนี้
1. ผู้ที่ออกปากขอจากผู้อื่น ขอคนนั้น ขอคนนี้ ขอคนโน้น เขาไม่ใช่คนจนที่แท้จริง แต่เป็นนักขออาชีพ อิสลามไม่สนับสนุนการกระทำของเขา
2. หน้าที่ของคนรวย ต้องช่วยเหลือคนจน หน้าที่ของคนจน ต้องทำมาหากินอย่างสุดความสามารถ
3. การบริจาค “ซะกาต” เป็นการประกันสังคมที่อิสลามบังคับใช้มาแล้ว

ขอขอบคุณเนื้อหาจาก http://www.islammore.com/